Tuesday, June 07, 2005

 

เราได้อะไรจากข่าวเรื่องรับน้อง


ห ลังจากที่ได้รับข้อมูลจากเมืองไทยพอสมควร และได้เข้าไปอ่านกระทู้ตามบอร์ดต่างๆ ยอมรับว่ารู้สึกโมโหมาก ที่ข่าวมันออกมาอย่างนั้น แล้วคนจำนวนไม่น้อยก็แสดงความคิดเห็นต่อ มมส. ต่อคณะฯ ในทางเสียๆ หายๆ แล้วยิ่งมีคนส่งลิงค์มาให้เรื่อยๆ ไม่ว่าเป็นที่ พวกเว็บสรรสาระทั้งหลายที่นิสิตชอบหนักชอบหนา (ตอนนี้พวกคุณคงรู้ตัวตนของมันแล้วใช่ไหม) ไม่ว่าจะเป็น Sanook, Kapook, Teenee, mThia และ อื่นๆ อีก ที่เขียนข่าวและแถมเป็นบอร์ดให้แสดงความคิดเห็น จะเห็นว่ามีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งคิดดูก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเป็นอย่างมากที่ข่าว ที่มีจุดกำเนิดเล็กๆ เพียงชิ้นเดียวจะขยายออกไปได้ในวงกว้างขนาดนี้ รวมๆ แล้วเชื่อว่ามีหลายพันคน

ซึ่งก็แสดงว่าสังคมให้ความสนใจ และกดดันต่อประเพณีการรับน้องเป็นอย่างมาก แต่เท่าที่สังเกตดูส่วนมาก ก็จะนำเนื้อข่าวมาจาก คม-ชัด-ล ึก หรือ ไอทีวี แต่ว่าตัวข่าวจริงๆ อ่านแล้วต้นฉบับน่าจะมีเพียงชิ้นเดียวแล้วแต่ว่าใครจะไปใส่สีสันแต่งแต้มมาก น้อยขนาดใหน บางรายจับข่าวมาเล่าต่อแถมใส่อารมณ์เข้าไปด้วย ผู้อ่านมีไม่น้อยที่ไม่ค่อยจะเชื่อตามข่าว มีไม่น้อยที่เป็นนิสิตปัจจุบัน และศิษย์เก่า พยายามเข้าไปโพสต์แก้ข่าว แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นการแก้ตัวเสียมากกว่า เพราะสังคมส่วนใหญ่เชื่อตามข่าวที่ได้ลงไปแล้ว

ผ ่านมาหนึ่งวันตอนนี้ตั้งสติ แล้วถามตัวเองว่าเมื่อเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้แล้วเราได้อะไรจากตรงนี้บ้าง ที่จริงเราได้อะไรหลายอย่าง อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อลองถามตัวเองว่า

  1. ถ ้าเรื่องนี้เกิดกับคณะอื่น มหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งไม่ได้เกิดกับเรา แล้วเราอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์จบแล้ว เราจะเชื่อหรือไม่ คำตอบคือคงเชื่อ
  2. ถ ้าเราเชื่อแล้วเราจะพยายามหาข้อเท็จจริงว่าจริงๆ แล้วมันมีที่มาที่ไปอย่างไร เป็นจริงอย่างที่ข่าวเขาเสนอหรือไม่ คำตอบคือคงไม่พยายามสักเท่าไหร่
  3. ถ ้ามีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นผ่านบอร์ดทั้งหลายเราจะด่า ประณาม พวกรุ่นพี่ และอาจารย์เหล่านั้นว่าป่าเถื่อน และไร้ปัญหาด้วยหรือไม่ คำตอบคือถ้ามีโอกาสก็คงจะทำ (คงถล่มให้จมดินไปเลย)
  4. ทำไมเราถึงจะทำตามข้อ 3 เ พราะว่ากระแสสังคมกำลังมีการปฏิเสธประเพณีการรับน้อง ทุกๆ ปีเราก็ได้ยินข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับการรับน้องอยู่ตลอดเวลา ข่าวรับน้องดีๆ เราไม่เคยได้ยินมาเลย เราก็ติดตามและสนใจว่าปีนี้จะต้องมีเหตุรุนแรงเหมือนปีก่อนๆ แน่นอน
  5. เ มื่อเราติดตามข่าวสารและรู้ว่ากระแสสังคมกำลังเปลี่ยนไป และกลุ่มเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่มปัญญาชน เป็นกลุ่มชี้นำสังคม ที่กำลังออกมาพูดปฏิเสธเรื่องของการรับน้องด้วยวิธีการรุนแรง ส่วนพวกที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนคงเป็นพวกล้าหลัง และพวกด้อยปัญญา
  6. เ มื่อเป็นอย่างนี้แล้วกับกลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองเป็นปัญญาชนที่เพียงแค่บริโภ คข่าว แล้วออกมาประณามหยามเหยียด มมส. แม้กระทั้งบางคนยังลงชื่อสถาบันการศึกษาของตัวเอง (เขาคงจะภาคภูมิใจมากว่าเขานี่แหละปัญญาชนตัวจริง) เราจะไปโมโหเขาแล้วจะได้อะไร เราบางครั้งก็น่าจะเป็นอย่างคนพวกนี้ไม่ใช่หรือ ที่หลงตัวเองว่าเป็นปัญญาชน
  7. แ ล้วรู้สึกยังไง รู้สึกสะท้อนใจ ว่าในหลายๆ ครั้งเราเองอาจจะตกเป็นเครื่องมือของข่าวเหล่านี้ เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิบริโภคนิยมไม่ใช่หรือ บริโภคทุกสิ่งทุกอย่าง บ่อยครั้งบริโภคข่าวสารที่มีผู้นำมาป้อนให้โดยไม่คิดวิเคราะห์ไตร่ตรองให้ถ้ วนถี่
  8. แ ล้วสังคมของ มมส. จะได้อะไรจากเหตุการณ์นี้ คำตอบคือได้อย่างมากมาย ได้เรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์ ได้รู้ธรรมชาติการเขียนข่าว (ของนักข่าวบางคน ทีวีบางช่อง หนังสือพิมพ์บางฉบับ) ได้เรียนรู้ที่จะคิดวิเคราะห์ในข่าวก่อนที่จะหลงบริโภคเข้าไป ได้เรียนรู้ความคาดหวังของสังคม ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว ปรับปรุงวิธีการทำงาน ในขณะที่คนอีกหลายหมื่น หลายแสนคน กำลังหลงบริโภคข่าวชิ้นนั้นด้วยความเมามัน คนจำนวนหนึ่งใน มมส. ก็กำลังมองดูอยู่ว่าคุณจะแสดงอะไรออกมาอีก แล้วเมื่อไหร่คุณจะรู้สึกตัวเสียทีนะว่าตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่
  9. โ ดยส่วนตัวก็ได้คำตอบทั้งหมดจากการนี้แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำตอบที่ได้น ั้นจะถูกต้องหรือยัง หรือว่าเรายังหลงประเด็นอะไรอยู่หรือไม่ ก็คงได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าโกรธ อย่าโทษสังคมเลย สังคมเราก็เป็นอย่างนี้ เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็คงทำอะไรกับมันไม่ได้ คงทำบางอย่างเท่าที่เราทำได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ก็คงทำได้แต่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ... เฮ้อหดหู่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก ...

หมายเหตุ ผู้เขียนมีเจตนาเขียนไว้อ่านเองเขียนไว้เพื่อเตือนความทรงจำ เตือนสติตัวเอง ไม่ได้มีเจตนาจะให้ร้ายใครหรือชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยความเคารพในเพื่อนมนุษย์ ในสิทธิ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนทุกๆ คน


This page is powered by Blogger. Isn't yours?